วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

Japan Architect

Asia and my Architecture: Kengo Kuma
ผมกับ Kengo Kuma และ Shigeru Ban
Kengo Kuma สถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น ในความเป็นตัวตนของเขา ซึ่งแท้จริงแล้วเขาเองก็คงไม่ต้องการให้มีอะไรที่เป็นลายเซ็น ไม่เหมือนกับงานของ ‘Tadao Ando’ หรือ ‘Frank Gehry’ หรือกระทั่ง ‘Zaha Hadid’ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้แค่เราดูผ่านๆ ก็คงพอจะเจาะจงได้แล้วว่าเป็นงานของใคร แต่สำหรับ Kuma นั่นไม่ใช่สถาปัตยกรรมในแบบของเขา

จากการบรรยายที่ผมเคยฟังในงานสถาปนิก 06 ซึ่งตอนนั้นเขาบรรยายในหัวข้อ ‘Asia and my Architecture’ โดยมาพร้อมกับ ‘Shigeru Ban’ ซึ่งจริงๆ ในตอนแรกผมเองก็สนใจที่ Ban มากกว่า เนื่องจาก ‘สถาปัตยกรรมกระดาษ’ ของเขาที่ค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากกว่างานของ Kuma

แต่ Kuma นั้น เขาสร้างสถาปัตยกรรมที่ดูเรียบง่าย ลดทอนการประดับตกแต่งที่เยอะเกินไป จากการปรับประยุกต์งานสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นสู่ความร่วมสมัย สังเกตได้ว่าอาคารต่างๆ ของเขานั้น ถ้าไม่บอกว่า Kuma เป็นสถาปนิก เราอาจจะมองไม่ออกก็ได้ว่าเป็นงานของเขา เนื่องจาก Kuma มีแนวทางการออกแบบที่มุ่งไปที่ความแตกต่าง ทั้งวัฒนธรรม สังคมที่เป็นอยู่ และรูปแบบเทคโนโลยีที่บ่งบอกยุคสมัย คือ ถ้าสถาปัตยกรรมของเขาไปอยู่ที่ไหน มันก็จะต้องเกิดขึ้นเพื่อบ่งบอกความเป็นที่นั่น ไม่ใช่บ่งบอกตัวตนของเขา ในการบรรยายครั้งนั้น Kuma จะให้ความสำคัญกับวัสดุที่จะเป็นตัวก่อเกิดอาคาร และเขามักจะหยิบยกวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ มาใช้อยู่เสมอ นั่นคือแนวทางของ Kuma ที่สะท้อนกับงานออกแบบเขาแทบทุกชิ้น

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

Tadao Ando

Tadao Ando
From Wikipedia, the free encyclopedia
Text by Weerawouth Hransombat / Feed Me
มีคนเคยถาม ‘Tadao Ando’ ว่า “คุณอ่านหนังสือสถาปัตยกรรมหรือดีไซน์แมกกาซีนบ้างมั้ย?” Ando ตอบว่า “ผมไม่ได้อ่าน แค่ดูผ่านๆ” นั่นคือวิธีเรียนรู้ของ Ando อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า เขาศึกษาและทำความเข้าใจศาสตร์ทางด้านสถาปัตยกรรมด้วยตนเอง ผ่านการท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ผ่านการสัมผัสกับธรรมชาติ ชีวิต ผู้คน นั่นเป็นวิถีแบบ Ando ...แล้ววิถีของคุณล่ะ?

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

Property and Real Estate Developers in Thailand

Text by Weerawouth Hransombat / Feed Me
จากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้ข้อมูลว่า อสังหาริมทรัพย์ที่เปิดตัวใหม่ในปี 53 ที่ผ่านมามีถึง 429 โครงการ โดยเป็นโครงการที่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลถึงกว่า 115,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่าก็เกือบ 3 แสนล้านบาท! เรียกได้ว่ามากที่สุดเป็นประวัติกาล ทุบถล่มทำลายสถิติในรอบ 16 ปีเลยก็ว่าได้ และในปีนี้ก็คาดว่าจะเปิดตัวในปริมาณที่ใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งนักลงทุน รวมไปถึงผู้ประกอบการ และผู้ซื้อจึงควรต้องระวังภาวะฟองสบู่แตกในปี 55 ไว้ด้วย เพราะนี่อาจจะกระทบกับชีวิตในระยะยาวมากกว่าภัยจากน้ำท่วมเสียอีก     

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

Blend of Art

Pot-Pourri
Text by Weerawouth Hransombat / Feed Me
ความคิดและจิตวิญญาณของแต่ละชาติพันธุ์มักจะถูกผสานรวมกันเป็นหนึ่งกับงานศิลปะ ศิลปะที่ถ่ายทอดผ่านสื่อสัมผัสอันหลากหลาย ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจอันเสมือนผืนผ้าใบของงานศิลป์ เหมือนๆ กับกระบวนการสร้างสรรค์ของชาวออสซี่ที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมอย่างหลากหลาย จนกลายเป็นเอกลักษณ์อันยากจะหาที่ใดเสมอเหมือน จากชาวอะบอริจิน (Aborigine) และชาวเกาะทอร์เรส สเทรท (Torres Strait Islander) บรรพบุรุษดั้งเดิมของชาวออสซี่ สู่ศาสตร์และศิลป์ด้านอุปรากรแนวใหม่ในยุคปัจจุบัน และนี่ก็คือ 1 ใน 5 ของคณะอุปรากรที่น่าจับตามองของออสเตรเลียในนาม พอท-พัวร์รี(Pot-Pourri) คณะอุปรากรที่ผสมผสานศิลปะหลายแขนงเข้าด้วยกันจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างยิ่ง

กว่า 40 ประเทศที่พอท-พัวร์รีจากกรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ได้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเปิดการแสดง ไม่ว่าจะเป็นแถบยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา และผลงานในรูปแบบซีดีถึง 6 แผ่น โดยการแสดงของพอท-พัวร์รีจะเป็นอุปรากรแนวใหม่ จากการควบรวมกันของศิลปะหลากแขนงอย่าง ละครเพลง โอเปร่า มายากล ผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นเมืองของชนเผ่าอะบอริจินอย่าง ดิดเจอริดู (Didgeridoo) และการแสดงตลก ศิลปะเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านการแสดงอย่างงดงามและร้อนแรง ด้วยสุ้มเสียงอันสุดสูงระดับโอเปร่า และเสื้อผ้าแบบละครบอร์ดเวย์ เย้ายวนรัญจวนใจด้วยเสียงเพลงในการเต้นรำที่รุนแรงราวพายุ ปลุกเสกให้เกิดมนตรา พร้อมด้วยการรบเร้าจิตวิญญาณของผู้ชมจากบทเพลงพื้นเมืองที่สถิตอยู่ในความทรงจำมิรู้เลือน

อุปรากรของพอท-พัวร์รีมีหลายรูปแบบ และที่นิยมมากเป็นพิเศษก็คือ ‘From Figaro to Phantom’ อันเป็นการพัฒนามาจากโอเปร่าสู่ละครบอร์ดเวย์ผสมกับความฮา! นี่จึงเป็นอรรถรสอีกแบบซึ่งแตกต่างจากละครบอร์ดเวย์ดั้งเดิมที่เราเคยรู้จัก โดยการแสดงชุดนี้ก็ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่หลายแดนดิน ตั้งแต่ออสเตรเลีย เกาหลี เอเชีย สหรัฐอเมริกา ยุโรป ไปจนถึงแปซิฟิกใต้ ด้วยการแสดงที่ร่วมสมัย ผสมผสานไปกับการล้อเลียนภาพยนตร์ The Phantom of the Opera เรียกได้ว่าทั้งฮาและไพเราะ

สำหรับใครที่โหยหาอดีต (Nostalgia) พอท-พัวร์รีก็มีการแสดงชุด ‘An Enchanted Evening with Pot-Pourri’ ที่จะสร้างความเบิกบานตระการตา โดยการแสดงชุดนี้เป็นการดึงจุดเด่นของการแสดงละครบอร์ดเวย์ โอเปร่า และละครเพลงออกมาสู่อุปรากรแนวใหม่ คล้ายๆ กับการแสดงชุดอื่นๆ ของทางคณะแต่จะมีการเพิ่มจุดเด่นบางอย่างเข้าไปเพื่อให้ผู้ชมเสมือนได้อยู่ท่ามกลางโลกแห่งเสียงเพลงซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ในบรรยากาศของการบรรเลงเปียโนภายใต้แบ็คกิ้งแทร็ค และวงออแคสตร้า   

อีกหนึ่งการแสดงที่แปลกกว่าใครๆ และยังเป็นแนวความคิดแบบใหม่ของพอท-พัวร์รี นั่นก็คือ การแสดงชุด ‘Opera Circus’ ที่เป็นรวบรวมเอาการแสดงโอเปร่ากับนักกายกรรมละครสัตว์มาเล่นบนเวทีเดียวกัน ซึ่งคุณจะไม่ได้เห็นที่ใดมาก่อนในโลก! รวมไปถึงการอ่านโครงกลอนสั้นๆ โชว์การทรงตัว การแสดงกายกรรมบนที่สูง พร้อมด้วยนักร้องโอเปร่าที่มีชื่อเสียงของออสเตรเลีย เรียกได้ว่าครบถ้วนกระบวนความสนุกสนาน ประหนึ่งกำลังนั่งชมละครสัตว์คละเค้าเสียงเพลงโอเปร่า บวกกับละครดราม่าไปในตัว ด้วยชุดการแสดงอันสวยงาม แถมขบขันกับการแสดงตลก และมหัศจรรย์ใจกับมายากลบนเวที นี่จึงเป็นหนึ่งทางเลือกของศิลปะและความบันเทิงในแบบพิเศษสุดๆ

นอกจากการแสดงชุดต่างๆ ดังกล่าวแล้ว พอท-พัวร์รีก็ยังมีการแสดงอีกหลากหลายอย่างเช่น Come to the Cabaret, Opera under the Stars / Opera in the Vineyard, A Night on Broadway / Broadway Under the Stars, The Warbles, Diva!, The Pianist & the Diva, Diva! & Divo!, Figaro! Figaro! Figaro! และ The Maid, her Master, his Mistress and the Butler แน่นอนว่าทั้งความสนุกสนานและความไพเราะก็ยังไม่แพ้กัน ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาสามารถสร้างสรรค์การแสดงเพื่อให้เข้ากับความต้องการบุคคลพิเศษ หรือการเฉลิมฉลองที่ต้องการความมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครซึ่งพอท-พัวร์รีก็พร้อมที่จะบันดาลใจให้ ดุจการพรรณนาด้วยพรสวรรค์อันเจิดจรัส เต็มไปด้วยความสนุกสาน สดใหม่ สร้างแรงบันดาลใจ และอย่าพลาดการแสดงของพวกเขาหากคุณมีโอกาส

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

World Design Capital Seoul 2010

Design to Improve Life
Text by Weerawouth Hransombat / Feed Me
เอาล่ะ แม้จะเข้าปี ค.ศ. 2011 แล้วแต่ประโยคสั้นๆ “It Takes HEART” ที่เป็นสโลแกนของ ‘World Design Capital Seoul 2010’ ก็ยังคงเป็น case study ที่ยังคงน่าสนใจอยู่ ผมก็เลยจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งจากสโลแกนคงพอจะบอกให้เรารู้ได้ว่าเมืองแห่งนี้สร้างด้วยหัวใจ ด้วยดีไซน์ที่เตรียมพร้อมเพื่อการก้าวสู่ความเป็น World Design Capital™ (WDC) จัดตั้งขึ้นโดยสมาคมออกแบบอุตสาหกรรมนานาชาติ (The International Council of Societies of Industrial Design: Icsid) ชื่อที่แต่งตั้งขึ้นทุกๆ 2 ปี จากการคัดเลือกภายใต้การมองหาเมืองที่บรรลุผลสำเร็จด้วยงานออกแบบ และการอุทิศตนในการสร้างสรรค์งานออกแบบที่มีผลต่อสังคม วัฒธรรม และการพัฒนาระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ในปี 2010 นี้มีผู้ท้าชิงอีก 2 เมืองคือ เมืองแห่งไอนด์โฮเวน ประเทศเนเธอร์แลนด์ (City of Eindhoven, The Netherlands) และ เมืองแห่งเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ (City of Helsinki, Finland) ซึ่งทั้งสองเมืองก็ใช่ย่อยในด้านการออกแบบ แต่ท้ายที่สุดกรุงโซลก็กระโจนมารับตำแหน่งนี้ในที่สุด ทำไมจึงต้องเป็นโซล? โซลมีอะไรถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบในปีนี้?

It Takes HEART
ก่อนหน้ากรุงโซลนั้น เมืองแห่งโตริโน ประเทศอิตาลี (City of Torino, Italy) ก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองหลวงแห่งการออกแบบมาก่อน (2008 2009) และไม่ผิดหรอกที่เกาหลีใต้จะทะเยอะทะยานและฝันอยากจะขับเคลื่อนโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ก็จงฝันกันต่อไป หากไม่ลงมือทำฝันก็จะสลายในที่สุด แต่เกาหลีใต้ไม่ได้ทำแค่ฝัน พวกเขาลงมือทำอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลฯ ได้วางรากฐานนี้มาตั้งแต่ปี 2006 จากประโยคที่ว่า งานออกแบบคือทุกสิ่งทุกอย่าง คำกล่าวนี้เป็นของนายกเทศมลตรีกรุงโซลนามโฮ เซ ฮุน (Oh Se Hoon) ด้วยวิสัยทัศน์ของโฮที่คิดว่า งานออกแบบจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนชาวเกาหลีได้แน่นอน

ศักยภาพนี้แสดงให้เห็นผ่านโครงการต่างๆ ที่วางไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยโฮวางได้วางรากฐานเพื่อเตรียมกรุงโซลให้เป็นศูนย์กลางด้านงานออกแบบอย่างไม่รอช้า เขาได้จัดตั้งแผนกออกแบบนำโดยรองนายกเทศมนตรีและจัดงานประกวดเพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ของเมือง จัดอบรมสัมนาสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมตัวเร่งความเร็วครั้งใหญ่ในงาน Seoul Design Olympiad ซึ่งนำเอาของดีทางด้านงานออกแบบแดนโสมมาอวดสายตาชาวโลกได้อย่างไม่เกรงใจเมืองคู่แข่ง เรียกว่าใครดีใครได้ เกมง่ายๆ ที่เล่นยากเหลือเกิน แต่โซลก็เล่นไปแล้ว พวกเขานำนักออกแบบชั้นนำมาแสดงผลงาน รวมไปถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรองรับงานออกแบบเพื่ออวดชาวโลก

อีกชื่อหนึ่งที่เข้ามาเป็นส่วนผลักดันกรุงโซลได้ไม่น้อยกับนามของ ‘Zaha Hadid’ สถาปนิกระดับโลกที่เข้ามาออกแบบ ทงแดมุน ดีไซน์ พาร์ค (Dongdaemun Design Park) ในงบประมาณกว่า 98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และอื่นๆ อีกกับวิสัยทัศน์ของโซลที่จะเป็นเมืองในฝันด้วยงานดีไซน์ แน่นอน ดีไซน์ในมุมมองของรัฐบาลฯ จะแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตพลเมือง เสริมสร้างรากฐานวัฒนธรรม ปรับปรุงบริบทแวดล้อมของเมือง สร้างสรรค์ชุมชนให้เกิดการแบ่งบันทางสังคม โดยอาศัยพลเมืองของเกาหลีใต้เป็นตัวขับเคลื่อน 

   
_Universal Design City
กับเมืองที่เป็นของทุกคน โดยผลเมืองชาวเกาหลีใต้ทุกผู้ทุกนาม ที่จะได้สนุกในการใช้ชีวิตไปกับเมืองของพวกเขา นั่นรวมไปถึงการใส่อกใส่ใจกับความยั่งยืน ความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะเป็นเมืองที่มีความงาม มีคุณประโยชน์ สภาพแวดล้อมดี และสังคมแห่งการออกแบบที่จะไม่ละทิ้งผู้คนพลเมืองเกาหลีใต้

_Ubiquitous Design City
ดีไซน์ที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งของมุมเมือง นั่นไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ กรุงโซลก็จะเชื่อมโยงกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะนำเมืองมุ่งสู่วันข้างหน้า และเตรียมการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการจราจรขนส่ง ปัญหาการว่างงาน เมืองนี้จะตอบปัญหาของพลเมืองไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ สรุปคร่าวกับ 6 ข้อแม้ คือไม่ว่าเวลาไหน, ที่ใด, โครงข่ายไหน, วิธีการอะไร, ปัญหาไหน และการบริการแบบใด เมืองแห่งนี้จะมีคำตอบให้คุณในคีย์เวิร์ด U-Care, U-Fun, U-Green, U-Transport, U-Business และ U-Governance    

_By U
ที่สำคัญเมืองแห่งนี้ยังสร้างสรรค์ด้วยความเป็นพลเมืองอย่างชาวเกาหลีใต้ โดยเน้นให้พลเมืองทุกผู้ทุกนามได้มีสิทธิ์มีเสียงในการสร้างเมืองของพวกเขา เหมือนคำไทยๆ ที่ว่า ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน นั่นเอง กรุงโซลก็เช่นกัน ในการจะพัฒนาแบบก้าวกระโดดเช่นนี้นั้น ยิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับฉันทามติจากพลเมือง ใช่ว่าภาพที่เห็นจะเป็นเพียงแค่ฉากบังตาเพื่อให้ชาวโลกอึ้งทึ่งเสียวกันไปเท่านั้น แต่ฉากนั้นพลเมืองเกาหลีจะต้องอิ่มเอมเต็มใจไปกับมันด้วยเช่นกัน นี่คือ อนาคตของกรุงโซล

ภาพที่เราเห็นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนของกรุงโซลเมืองหลวงแห่งการออกแบบนี้ สรุปเป็นขั้นบันไดมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2006 ส่วนภาพชัดๆ จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างในปี 2008 ซึ่งมีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่ความเป็น WDC รวมไปถึงการริเริ่มโปรเจ็ตค์ต่างๆ นานาที่จะขับเคลื่อนเมืองนี้สู่ศูนย์กลางงานออกแบบ จนในปี 2009 แผนการในการเตรียมอีเว้นท์ต่างๆ ก็เผยให้เห็น รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงการออกแบบสู่สากล ดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวให้หลั่งไหลเข้ามาเกาหลีใต้แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย และไม่ต้องรีรออีกให้เสียเวลากับปี 2010 ที่กรุงโซลแห่งนี้ได้รับการประกาศชื่อไปแล้วว่าเป็น World Design Capital Seoul 2010     

ในขณะที่บ้านเรากำลังติดซีรีย์เกาหลี หรือใช้โทรศัพท์ยี่ห้อ LG รวมทั้งติดทีวีแบรนด์ Samsung หลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้เป็นแค่บังเอิญ หรือเป็นไปตามกระแสแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่นั่นคือแผนงานภายใต้การผลักดันโซลให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านงานดีไซน์ แล้วประโยชน์อันใดจากงบประมาณมหาศาลที่จะผลักดันตัวตนสู่ความเป็นโลกสากล ประโยชน์อันใดที่จะก้าวเป็นผู้นำ หรือจะแค่การโอ้อวดต่อชาวโลกเท่านั้น ลองย้อนกลับไปดูเมื่อครั้งยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ดกับพิษไอเอ็มเอฟ (พ.ศ. 2540) ผลกระทบที่ฉุดเศรษฐกิจเอเชียจนผอมแห้ง แต่เกาหลีใต้กลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับ จีนและญี่ปุ่น และไม่แน่ก้าวต่อไปเกาหลีใต้อาจจะวิ่งนำก็ได้ เอาล่ะ ยังพอมีเวลา กับคำถามที่ว่า “Where is the next  WDC?” กรุงเทพฯ หรือเปล่า?” ความฝันนี้คงพอๆ กับ บอลไทยจะไปบอลโลก ก็ฝันกันต่อไป

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

2010 Hospitality Design

Bondi Junction Events Cinemas Set Bar
Photo courtesy of Indyk Architects Pty Ltd / Text by Weerawouth Hransombat / Feed Me

‘Set Bar’ บาร์เล็กๆ ที่ผสานปรัชญาของโครงการด้วยวิธีการเชื่อมต่อสเปซ ภายใต้ข้อจำกัดที่หลากหลาย จากการดีไซน์ของสำนักงาน ‘Indyk Architects Pty Ltd’ ถึงแม้จะมีงบที่จำกัดในการทำงาน แถมยังมีองค์ประกอบบางอย่างที่จะต้องเก็บรักษาไว้เพื่อตอบโจทย์เบื้องต้น และสิ่งแรกที่พวกเขาลงมือทำก็คือ การสร้างห้องไม้อัดที่ดูเหมือนซุ้มซ้อนเข้าไปในสเปซใหญ่อีกชั้น บริเวณฝั่งขวาจากทางเข้าหลักไปถึงบันไดเลื่อนที่ ‘Events cinemas Bondi Junction’ ในธีมสีที่สอดคล้องกันไปในทุกๆ สเปซ ด้วยสีแดง ดำ เทา ถึงแม้จะมีการปูพื้นหินแกรนิตมันเงาอยู่ แต่ก็สะท้อนด้วยแพตเทิร์นใหม่ของพรม สร้างความเคลื่อนไหวและเชื่อมโยง ตั้งแต่ฝ้าไม้อัดที่เลื้อยขึ้นไปด้านบน ซึ่งบ่งบอกอาณาเขตที่เรามาถึง และแสดงตัวเป็นบางส่วนของทางเดิน โดยแผ่นไม้อัดที่จะเชื่อมโยงต่อเนื่องเป็นผนัง สู่ฝ้า รวมไปถึงการแสดงตัวเป็นเสาโค้งที่บ่งบอกอาณาบริเวณให้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

2010 Corporate Design: 2 FISH

2 FISH

Photography by Dianna Snape / Text by Weerawouth Hransombat
ใครว่าของใหญ่และงบเยอะเท่านั้นจึงจะดึงดูดสายตา แต่งานอินทีเรียชิ้นนี้ แม้จะมีสเปซเล็กๆ และสะกิดงบประมาณที่ไม่เยอะนัก ทว่าสายตาคุณกลับจับจ้องมองเขม็ง และนี่ก็คือ งานของ ‘Ryan Russell’ กับออฟฟิศ 2Fish’ ซึ่งไม่ได้เลี้ยงปลา 2 ตัวขายแต่อย่างใด หากแต่พวกเขารับจัดการงานอีเว้นท์ต่างหากล่ะ โดยภายในออฟฟิศก็จะมีการใช้สีที่เรียกได้ว่า ช่างกล้า (หาญ) นั่นนำมาซึ่งภาพลักษณ์และความเป็นนามธรรมทางความคิดของออฟฟิศแห่งนี้ ด้วยการปูพรมแดง และสาดสีแดงใส่ในเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ รวมทั้งร้อยเชือกสีแดงเชื่อมโยงพื้นไปสู่ฝ้าเพดาน อันเป็นการเทียบเคียงองค์ประกอบต่างๆ ให้เห็นชัดๆ นั่นจึงจับสายตาผู้พบเห็นราวกับการกระตุกเบ็ดล่อปลา ด้วยงบประมาณที่จำกัดจำกี่งานนี้จึงต้องนำของเก่ามาปัดฝุ่น จากการเลือกใช้เก้าอี้มือสองมาฉาบสีสันแดงสดเพื่อให้เข้ากันกับอินทีเรียใหม่ของพวกเขา